Home Happening “ฟิล์ม-ธนภัทร” มีกินบ้าง มีอดบ้าง แต่เพราะพัฒนาตัวเองจึงมีวันนี้

“ฟิล์ม-ธนภัทร” มีกินบ้าง มีอดบ้าง แต่เพราะพัฒนาตัวเองจึงมีวันนี้

“ฟิล์มธนภัทร” ผู้ผ่านมาแล้วทั้งการเป็นพ่อค้า ลูกเรือ นักแสดงจนได้มาร้องเพลงร่วมกับ “หนึ่ง ETC เส้นทางชีวิตของเขาแม้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่ต้น แต่ ณ ตอนนี้ได้สวยงามราวกับทุ่งดอกไม้ อะไรคือจุดหักเหของชีวิต…อะไรคือเส้นทางที่เขาต้องเลือก เพื่อจะได้เป็นเขาในวันนี้

ฟิล์ม-ธนภัทร เด็กหนุ่มจากจังหวัดสระบุรีคนนี้เล่าว่าตั้งแต่เด็ก เขาไม่ได้เริ่มต้นชีวิตอย่างสุขสบายเท่าไหร่นัก “มีกินบ้าง มีอดบ้าง” คือคำที่เขาบรรยายสภาพการณ์ตอนนั้น “ชีวิตของเด็กต่างจังหวัดที่เราไปเรียนพิเศษ ไม่ใช่เงินที่พ่อแม่มี แต่เป็น เงินที่พ่อแม่ไปกู้มา เราเห็นความลำบากของเขา เราเห็นความตั้งใจที่อยากให้เราทัดเทียมคนอื่น แต่เขาก็มีให้เท่าที่มี มันเห็นความลำบากหลาย ๆ อย่างที่เขาอดเพื่อให้เราสบาย”

“ผมพูดกับแม่ไว้ว่าวันหนึ่งจะต้องมีบ้านให้พ่อแม่อยู่สบายให้ได้“ เขาเล่าถึงพลังที่ผลักดันให้เขาก้าวขึ้นไปข้างหน้า ซึ่งทุกวันนี้เขาเล่าให้ฟังว่าเขาได้ทำตามฝันข้อนี้ของเขาได้สำเร็จแล้ว

ฟิล์มเริ่มทำงานในวงการตั้งแต่ ม. 2 โดยเริ่มจากงานโฆษณาประปรายมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีงานละครชิ้นแรกตอนเขาอยู่ปี 3 หลังจากนั้นจึงตัดสินใจออกจากเซฟโซนตัวเอง…

“ตัวผมไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษ…เรียกว่าโง่ก็ได้ เลยตัดสินใจเอาเงินก้อนสุดท้ายจากการเล่นละครไปเรียนภาษาอังกฤษ เรียนอยู่ประมาณครึ่งปี ช่วงระหว่างนั้นขายของที่ตลาดนัดไปด้วย”

“สายการบินเปิดรับพอดีก็ไปสมัคร คะแนนภาษาผมก็ผ่านแบบคาบเส้นพอดี ทำให้ทุกอย่างเป็นโชคชะตาที่ได้มาทำอันนี้”

บทที่ดวงคนมันจะมามันก็มาพร้อม ๆ กัน ในจังหวะที่ฟิล์มได้เป็นลูกเรือแล้วนั้น เขาก็ได้มีโอกาสเข้าช่องเพื่อเป็นนักแสดงพอดี “ตอนนั้นผลงานละครกับงานบินยังเหลื่อม ๆ กัน ก็ทำสองอย่างควบคู่กันไป” เขาเล่าถึงช่วงเวลานั้น “บางวันถ่ายอย่างเดียว หรือบางวันแลนด์ลงมาปุ๊บก็ไปถ่ายต่อ บินยังไงให้ไม่ผิดกฎระเบียบของสายการบิน แล้วก็ต้องถ่ายละครได้ด้วย”

“ตอนนั้นเล่นละครอยู่คือเรื่อง เรือนเบญจพิษ เป็นระหว่างกลางของเรื่องซึ่งมีละครติดต่อเข้ามาอีกเรื่อง คิวเลยต้องกลายเป็น 7 วันสมบูรณ์แบบ” ฟิล์มกล่าวถึงสถานการณ์บีบคั้นที่เขาต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

“ผมก็คุยกับผู้ใหญ่ว่าเรามีภาระที่ต้องส่งเงินให้ที่บ้านทุกเดือน ผมจะหาเงินได้เท่ากับตอนที่ผมยังเป็นลูกเรือหรือเปล่า…เขาก็บอกว่ายังไงก็ได้ แต่จะไปได้ไกลแค่ไหนเขาไม่รับประกัน เขาจะไปให้สุดทางถ้าเราเอาด้วยเหมือนกัน เราก็เลยตัดสินใจลาออกจากสายการบิน”

“ตอบเลยว่าไม่มั่นใจเลยว่าจะไปได้แค่ไหน รู้แค่ว่าการที่จะกลับไปเป็นลูกเรือมันก็ยากแต่ยังมีโอกาส แต่งานละครเวลามันผ่านไปแล้ว มันผ่านไปเลย ถ้าเราแก่ลงอายุการใช้งานของเราก็สั้นลง ฝีมือของเราถ้าไม่ได้เล่นมันก็จะไม่เก่ง”

แต่ก็ใช่ว่าในช่วงเวลาสั้น ๆ ของการเป็นลูกเรือนั้นจะสูญเปล่า ภายใต้อาชีพที่ใคร ๆ ต่างมองว่าเป็นอาชีพที่ดูสวยงามนั้นเต็มไปด้วยความรับผิดชอบที่สูงยิ่ง ต้องเป็นทั้งพนักงานต้อนรับ พนักงานเสิร์ฟ พนักงานดับเพลิงเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน ทั้งยังต้องปฐมพยาบาลและทำ CPR เมื่อสถานการณ์ร้ายแรงมาถึง รวมถึงต้องเป็นพนักงานทำความสะอาดอีกด้วย สิ่งเหล่านี้เขานำมันมาใช้ในงานแสดงที่กำลังทำอยู่ในทุกวันนี้

“มันสอนว่าเราต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเราให้ได้ดีที่สุด มันไม่ได้สวยหรูแบบที่ทุกคนวาดฝัน แต่จริง ๆ แล้วเป็นงานที่หนักและมีความรับผิดชอบที่สูงมาก อีกอย่างคือมันสอนให้เราทำงานร่วมกับคนอื่นได้ เวลาบินจบหนึ่งไฟลต์เราเปลี่ยนทีมไปเรื่อย ๆ ทุกวัน เราเจอคนใหม่ ๆ ตลอดเวลา บางทีเราต้องไปทำงานกับคนที่เราไม่แฮปปี้ มันก็สอนให้เราอดทนและเป็นมืออาชีพกับการทำงานด้วย”

“ส่วนใหญ่ทุกคนจะว่า ว่าทิ้งเงินตั้งเยอะมาเป็นนักแสดง แล้ววงการบันเทิงก็มีตัวเลือกเยอะที่จะหยิบใครมาเป็นนักแสดงสักคนหนึ่ง ผมก็แอบหวั่น ๆ นะ แต่ใจลึก ๆ ผมมีความฝันที่จะทำอย่างนี้ ถ้าผมทำสุด ๆ แล้วมันไม่ประสบความสำเร็จ ผมก็ไม่เสียใจเลยที่ตัดสินใจลาออกมา ซึ่งทุกวันนี้ทุกคนรู้จักเรา ยอมรับและกล้าเอาเราไปทำงานมากขึ้น ผู้ใหญ่กล้าที่จะหยิบเราไปเล่นอะไรที่มันท้าทายมากขึ้นครับ”

จากลูกเรือ สู่การเป็นนักแสดง มาถึงวันที่มีโปรเจกต์พิเศษร่วมกับ หนึ่ง ETC ในชื่อว่า Gravity ในวันนี้เขาก็ได้มีเพลงเป็นของตัวเองอย่างเป็นทางการแล้ว

“มันคือความฝันแรกของชีวิตผม แล้วมันได้ทำแล้ว” เขาเล่าอย่างตื่นเต้น “ผมว่าทุก ๆ คนมีความฝันแรกของชีวิตที่อยากเป็นอะไร ทำอาชีพอะไรแล้วมันได้ทำ ฝันแรกมันจะอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราซึ่งมันจะพิเศษกว่าอันอื่น”

“ชีวิตเปลี่ยนไปตรงที่อยากทำเพลงอีก ไม่ได้อยากจบแค่เพลงนี้ อีกอย่างหนึ่งที่อยากทำเกี่ยวกับการร้องเพลงคือเล่นละครเวที อยากเอาศาสตร์ของการแสดงกับร้องเพลงมาเข้าด้วยกัน แต่ด้วยคิวยังไม่ได้และสกิลการร้องของผมยังไม่ถึงขั้นละครเวที เรื่องเต้นอย่าถามถึง” เขาหัวเราะ

“ตอนนี้ก็ค่อย ๆ เก็บสกิลไปเรื่อย ๆ ถ้ามีเวลาก็อยากไปเรียนร้องเพลงเพิ่มให้ทุกคนกล้าพูดว่าผมร้องเพลงเพราะ แต่งานหลักของเราคืองานแสดง เวลาที่ให้ก็ต้องเป็นงานแสดงเสียเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้เลยไม่มีเวลาให้ไปเรียนร้องเพลงเลยครับ”

ก่อนจะจากกัน…ฟิล์มได้ทิ้งท้ายด้วยการสรุปการเดินทางในหลาย ๆ บทบาทของชีวิตให้เราฟัง…

“ทุกบทบาทหน้าที่ ที่ผ่านมา ทำให้ผมเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ทำให้ผมเป็นคนได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ผมไม่เสียใจหรือผิดหวังกับจุดไหนของชีวิต มันทำให้เราเรียนรู้และเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในทุกวันนี้ ถ้าวันนั้นผมไม่ได้เป็นสจ๊วตผมก็อาจจะไม่ได้มาเป็นนักแสดงที่ดีเท่าวันนี้ก็ได้ ผมว่าบางอย่างมันเป็นเรื่องโชคชะตาที่ทำให้เรามาอยู่ตรงนี้ด้วย”

“ผมเอาความฝันของตัวเองเป็นที่ตั้ง ผมอยากสำเร็จและให้ทุกคนยอมรับเราในฐานะนักแสดงมืออาชีพ อะไรก็ตามที่ทำให้เราพัฒนาได้เราทำหมดเลย ผมจำได้ว่าตอนนั้นเหลือเงินอยู่ไม่มากตอนลาออกจากลูกเรือมาเป็นนักแสดง ต้องใช้แบบเดือนชนเดือน ผมควักเงินเรียนการแสดงเพิ่มนอกเหนือจากที่ทางช่องส่งเราเรียน ผมมีเท่าไหร่ผมเทผมดหน้าตัก ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าตัดสินใจถูกครับ”

“ถ้ามีฝันทำตามฝันเถอะ” เข้าย้ำ “ถ้าวันหนึ่งทำสุดทางของมันแล้ว ถ้ามันไม่ประสบความสำเร็จ แต่มันจะให้อะไรกับชีวิตเราอีกเยอะ”

 

Comments