Home Happening “สินจัย เปล่งพานิช” เคารพในสิทธิ์ของคนอื่น รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง

“สินจัย เปล่งพานิช” เคารพในสิทธิ์ของคนอื่น รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 “คุณสินจัย เปล่งพานิช” ก็ได้มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกออกสู่สายตาสาธารณชนในชื่อเรื่อง “สายสวาทยังไม่สิ้น” ที่กำกับโดยคุณ แจ๊สสยาม นับเป็นหมุดตัวแรกของเธอในฐานะนักแสดงอย่างเป็นทางการ และเป็นเวลามากกว่า 30 ปีแห่งการเดินทางในสายอาชีพนี้ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายจนใช้ทุกนิ้วนับก็ยังไม่ไหว

ถ้าเปรียบชีวิตเป็นถนนเส้นหนึ่ง คุณนกเปรียบว่าตอนนี้ก็คงขยายถนนเป็นแปดเลน และตัดถนนใหม่ไปเยอะแยะแล้ว รวมถึงเส้นทางต่าง ๆ ที่เพิ่มเข้ามามากมายนอกเหนือจากการเป็นนักแสดงภาพยนตร์ ทั้งถนนสายละคร ซิทคอม พิธีกร และละครเวที ซึ่งทุก ๆ อย่างนั้นล้วนบ่มเพาะให้เธอกลายเป็นนักแสดงระดับแถวหน้าของวงการ

ความโชคดีประการหนึ่งคือในผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้ร่วมงานกับคุณแจ๊สสยามนั้น เธอกล่าวว่า “ได้เห็นการทำงานที่มีระบบ มีการซ้อม และให้ความสำคัญกับการทำงาน โชคดีที่ได้เริ่มงานกับคนที่มีคุณภาพค่ะ”

“ถ้าตอนนี้อยากจะบอกอะไรกับตัวเองในตอนนั้น คงอยากให้สนใจเรื่องอื่นนอกจากงานแสดง เช่นเรื่องเขียนบท มุมกล้องหรือแสงเสียตั้งแต่ตอนนั้น เพื่อให้เรารู้รอบไม่ใช่แค่มุ่งแต่เรื่องแสดงเพียงอย่างเดียว”

ถนนการแสดงของผู้หญิงที่ชื่อสินจัย เปล่งพานิช ทอดยาวไปถึงเส้นทางแห่งความสุขที่เป็นช่วงที่ดีที่สุดของการทำงาน เมื่อภาพยนตร์ “รักแห่งสยาม” ได้ทาบทามให้เธอร่วมรับบทเป็นแม่ของ “โต้ง” (มาริโอ้ เมาเร่อ)

“ในแง่ความพึงพอใจคือรักแห่งสยามค่ะ เป็นงานที่อ่านบทแล้วชอบ เวลาทำงานก็สั้น และด้วยบทที่ดีอยู่แล้วทำให้ทำงานง่าย เป็นหนังที่ประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้าน”

แต่เมื่อมีช่วงที่ดีที่สุด ก็ต้องมีช่วงที่ขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อมากที่สุดเช่นกัน และจะเป็นช่วงไหนไปไม่ได้นอกจากการรับบท “มธุสร” ในละครเรื่องล่าเวอร์ชันปี พ.ศ. 2537 ที่เธอต้องรับบทเป็นตัวละครหลายคาแรคเตอร์

“เป็นช่วงที่ขรุขระที่สุดแต่ก็เป็นช่วงที่การแสดงดีที่สุดเหมือนกันนะคะ” คุณนกพูดถึงความย้อนแย้งของตัวเองในช่วงนั้น “เป็นละครทีวีที่บทยาก เราตั้งใจเล่นจนเครียดกับการเป็นมธุสร จมกับตัวละครเพราะอยากไปให้ถึงตัวละครนี้จริง ๆ จนทำอะไรไม่ได้เลย มีคนเจอแล้วเราโทรหาพี่นกชายด้วยว่าเราเป็นอะไรหรือเปล่า เพราะเดินแล้วตาลอยมาก”

ในความดำดิ่งของตัวละครนั้นยิ่งรุนแรงมากขึ้นเมื่อ มธุสร ติดตาเธอไปทุกที่ แม้เวลากลับบ้านจนลูกชายถึงกับเอ่ยปากว่า “ถ้าเป็นขนาดนี้ไม่ต้องเล่นแล้ว” หรือขนาดว่าเธอยืนล้างหน้าอยู่น้ำตาก็ไหลออกมาเอง “ประสาทไหมคะ ต้องเป็นบ้าไปแล้ว” คุณนกหัวเราะให้กับตัวเองในตอนนั้น

ในภาวะที่รุนแรงถึงขนาดอยู่ไม่ได้ เธอหาทางออกด้วยการไปปรึกษาแม่ชีท่านหนึ่ง แล้วให้แม่ชีท่านนั้นเทศนาอยู่กว่าสองชั่วโมง สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือ “ค่อย ๆ ใจเย็น ๆ ทุกอย่างมีความสำคัญหมด จัดลำดับความสำคัญนั้นให้ดี เราไม่ผิดเพราะเราเป็นนักแสดง ถึงเวลาก็ทิ้งทุกอย่างไว้ก่อน พอเสร็จหน้าที่แล้วก็กลับมา ไม่ต้องเอามารวมกัน”

การปลดล็อคของแม่ชีนี้เองที่ทำให้คุณนกตาสว่าง  “การแสดงก็คือการแสดงค่ะ อย่าเอามาปนกัน” เธอย้ำ “เล่นให้เสร็จ จบคือจบไม่เอากลับมาบ้าน ไม่อิน ไม่จม ต้องแยกแยะ” หลังจากนั้นเองก็ทำให้คุณนกพบว่าเธอมีความสุขกับการทำงานมากขึ้นกว่าเดิมเป็นไหน ๆ

มาถึงเรื่องราวของ “ด้ายแดง” ผลงานการแสดงละครโทรทัศน์เรื่องล่าสุด ที่คุณนกได้รับบทเป็นคุณนายใหญ่หรือเหม่ยอิงของครอบครัวจีนครอบครัวหนึ่งที่เชื่อในเรื่องดวงชะตา จนกระทั่งซินแสทำนายทายทักว่าลูกชายที่จะเกิดมานั้นดวงชงกับพ่อและกับตัวเธอเอง กลายเป็นเรื่องวุ่นวายต้องตามแก้เคล็ดไปเสียหมด

“มันไม่เหมือนกับตัวเองเลยนะคะ” เธอเล่าประวัติตัวละครแล้วก็หัวเราะไป “คือในชีวิตจริงเราไม่ได้ขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้ลบหลู่ความเชื่อ ในเรื่องมันสะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อที่มากเกินไปก็ไปเปลี่ยนแปลงชีวิตคนอื่นได้เหมือนกัน ทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก เวลาเล่นก็คิดนะว่าถ้าตัวเองเป็นแม่ยายแล้วต้องมาทะเลาะกับลูกสะใภ้แบบนั้นก็ไม่ไหวนะ บางทีก็เถียงกับตัวละครในหัวเหมือนกันว่าอะไรนักหนา” คุณนกหัวเราะอีกครั้ง “มันก็สนุกดีค่ะ แต่อย่างที่เล่าไปเมื่อกี้ว่าเป็นหน้าที่ของนักแสดง ต้องแยกตัวเองกับตัวละคร อย่าเอาตัวเองไปใส่และอย่าเอาตัวละครมาใส่ตัวเอง”

ท้ายที่สุดนี้ถนนของผู้หญิงที่ชื่อ “สินจัย เปล่งพานิช” จะยังคงทอดยาวไปข้างหน้า ตราบเท่าที่เธอยังอยู่ในวงการนักแสดง แต่สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มมีถนนหนทางเป็นของตัวเองนั้น คุณนกได้ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า….

“ขึ้นอยู่กับเด็กรุ่นใหม่ว่าให้ความรักและความศรัทธากับสิ่งที่ตัวเองทำแค่ไหน เพราะสิ่งที่นกได้ในการทำงานในวงการนี้คือเคารพคนทำงานด้วยกันและเคารพอาชีพของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่ารู้สึกกับมันแบบไหนมากกว่า เพียงแต่ตราบใดที่เราทำงานร่วมกันเป็นทีม การให้ความสำคัญซึ่งกันและกันก็เป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้ แต่ในเรื่องการวางตัวหรือการเลือกรับงานก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละคนที่จะเอ็นจอยแบบไหน ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ก็มีตัวเลือกให้เลือกเยอะ แค่เรารับผิดชอบและเคารพงานที่ตัวเองทำ มันก็จะดีค่ะ”

 

ขอบคุณเสื้อผ้าจาก : Tube Gallery

Comments